Tools

ค้นหากระเป๋าแบรนด์ที่ชอบ กระเป๋าแฟชั่นที่ใช่ นาฬิกาข้อมือสุดเจ๋ง

Michael Kors กับผลงานการออกแบบนาฬิกา และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

จากพนักงานขายเสื้อในบูติกเล็กๆ แห่งหนึ่งบนถนน 57 ทุกวันนี้ Michael Kors ตื่นขึ้นมาพร้อมกับสองมือที่กุมธุรกิจพันล้านที่ตัวเองปลุกปั้นมาตั้งแต่ปี 1981 เขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นมาหลายยุคหลายสมัย ผ่านมาแล้วทุกมรสุม ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้เขาผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ก็คือการมองโลกในแง่บวกและมีอารมณ์ขันให้กับทุกอย่างที่เกิดขึ้น เราไปสนทนากับไมเคิล  คอร์สในวันสุดท้ายของนิวยอร์กแฟชั่นวีกที่ผ่านมาที่ออฟฟิศของเขาที่ตั้งอยู่บนถนน W42 มองออกไปเห็น Bryant Park ทีมงานพาเราเดินชมรอบบริเวณก่อนที่เราสองคนจะมานั่งดื่มกาแฟยามบ่ายด้วยกัน

MK: คุณชอบงานแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ของผมหรือเปล่า
AR: รู้สึกประทับใจมาก คุณรู้ใจผู้หญิงว่าอยากสวมใส่อะไร และที่แปลกก็คือผู้หญิงทุกสไตล์สามารถใส่ Michael Kors ได้โดยยังดูเป็นตัวพวกเธออยู่ด้วย
MK: ผมเพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ตอนที่คุยกับพวกเซเลบริตี้ที่แบ็กสเตจเมื่อวาน ทั้ง Olivia Palermo, Jessica Chastain, Heidi Klum ทุกคนล้วนมีสไตล์เป็นของตัวเองและมีรูปร่างที่แตกต่างกันมาก หน้าที่ของผมก็คือต้องรู้ให้ได้ว่าผู้หญิงอยากได้อะไร ก่อนที่พวกเธอจะรู้ด้วยซ้ำว่าอยากได้มัน การที่ผมจะรู้เรื่องนี้ได้ก็ต้องอาศัยการรู้จักและเข้าใจเพศหญิง ผมเติบโตมาท่ามกลางพวกเธอ ในหมู่สตรีเพศที่เปิดใจรับและอาศัยความเห็นของผู้อื่นในการช่วยสร้างสไตล์ของตัวเองให้ดูดีขึ้น แข็งแกร่งขึ้น มันก็แปลกดีนะแต่คุณพูดถูก พวกเธอแตกต่างกัน ผมว่าเพราะเสื้อผ้าและนาฬิกาข้อมือผมไม่ได้มีสไตล์เฉพาะเจาะจง มันแปรสภาพไปตามคนใส่มากกว่า ซึ่งผมชอบเสน่ห์ตรงนี้ของมัน

AR: ทำไมครั้งนี้ถึงเลือกหยิบยุค 1950 มาเล่น
MK: การมองโลกแง่บวกคือสิ่งที่ผมให้ความสำคัญ ทุกวันนี้โลกวุ่นวายมาก เพียงแค่ตื่นมาอ่านข่าวก็มีสิทธิ์หดหู่หรือซึมเศร้าได้ง่ายมากเลย ผมยังเชื่อว่าตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ดี เมื่อคุณคิดถึงสิ่งที่ดี มันสามารถเปลี่ยนความรู้สึกและประสบการณ์ต่อสิ่งนั้นได้เลย  ผมเลยคิดถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุด ซึ่งนั่นก็คือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่โลกเริ่มหมุนและทุกอย่างมีชีวิต-ชีวาขึ้นอีกครั้ง เหมือนดอกไม้กำลังผลิบาน ผมอยากให้คอลเลคชั่นเจืออารมณ์แบบเดียวกันนี้ คนส่วนมากมองว่ายุค 1950 เป็นยุคที่ค่อนข้างเป็นทางการ จะเห็นดีไซน์พวกคอร์เซตหรือไม่ก็รองเท้ามีส้น  ผู้หญิงที่ผมรู้จักมีชีวิตที่ยุ่งและเร่งรีบมาก  จริงๆ  สำหรับคอลเลคชั่นนี้เราดูรูปภาพของช่างภาพผู้หญิงเยอะมาก  แล้วก็นึกถึงการเต้น  Agnes  De  Mi  นักบัลเลต์สาวชาวอเมริกันคือคนที่เรานึกถึง  เธอมีรูปร่างแบบนักกีฬา  และที่สำคัญเธอคือนักเต้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้จริง ผมอยากเก็บความโมเดิร์นไว้แต่ก็อยากให้มีความโรแมนติกแบบที่เราคิดถึงเมื่อพูดถึงการมองโลกในแง่ดีด้วย

AR: แสดงว่าการมองโลกแง่บวกคือหัวใจสำคัญของไมเคิล คอร์สเลย
MK: ใช่ และผมว่ามันมาจากตัวผม แม้ว่าทุกชิ้นในคอลเลคชั่นจะเป็น สีดำการมองโลกแง่บวกก็ยังเป็นสิ่งสำคัญมาก ผมเชื่อเสมอว่าหน้าที่ของผมคือการทำให้ผู้หญิงมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น  รู้สึกว่าตัวเองสวยขึ้น และสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่รวดเร็วของพวกเธอ ดังนั้นไม่ว่าผมจะทำคอลเลคชั่นสำหรับซีซั่นไหน  ผมจะมองโลกในแง่บวกเสมอ  มันคือการเป็นตัวเอง  ไม่ใช่การเป็นคนอื่น ผมไม่ชอบผู้หญิงที่ฝันจะเป็นซินเดอเรลล่าหรือเป็นผู้หญิงอีกคน  ทำไมถึงอยากเป็นคนอื่นล่ะ ทุกคนควรเป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าจะชอบความเฟมินิน  สีพาสเทล  หรืออยากเป็นเจ้าหญิง  ขอเพียงแค่นั่นคือสไตล์ของคุณ  ผมไม่เข้าใจเลยว่าเวลามีคนบอกว่าเทรนด์ตอนนี้คือมินิสเกิร์ตและผมดัด ถ้าคุณไม่ชอบขาของคุณหรือผมของคุณตรง คุณก็ไม่ควรสวมมินิสเกิร์ตหรือไว้ผมดัดลอน  นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากให้มีในคอลเลคชั่นเฟมินิน ผมอยากให้ผู้หญิงทุกคนเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดในแบบของตัวเอง เพราะนั่นคือโมเมนต์ที่คุณจะมั่นใจในตัวเองมากที่สุด

AR: คุณก็เกิดในยุค 1950 การเติบโตในนิวยอร์กเป็นอย่างไรบ้าง
MK: ก็สนุกน่ะสิ ตอนเด็กๆ ผมแต่งตัวจัดมาก สวมนาฬิกาข้อมือสีเงินเงาวับ ใส่รองเท้าแพลตฟอร์มกับเสื้อปักทั้งตัว มันคือการเปลี่ยนแปลงที่ทำเอาญาติๆ เกือบช็อก คิดดูสิว่าจากความสวยเนี้ยบอย่างแฟชั่น  1950  อยู่ดีๆ  ทุกคนก็กลายเป็นฮิปปี้  เป็นเจน ฟอนด้า ผมชอบยุค 1970 มากที่สุดเพราะเป็นยุคที่มีเสน่ห์ แต่ช่วงนั้นก็ เป็นยุคที่นิวยอร์กเต็มไปด้วยอันตราย คุณต้องเรียกแท็กซี่ทันทีที่ก้าวออกจากบ้าน ไม่งั้นอาจถูกปล้นเอาได้ ไม่มีนักท่องเที่ยวสักคนเดียวบน Times Square ช่วงนั้นผมอายุประมาณ 17 ชอบไปดูนิทรรศการที่ Studio 54 ได้พบคนดังอย่าง Diana Vreeland และ Valentino พอถึงยุค 1980-1990 ทุกอย่างก็ดีขึ้น ผู้หญิงสวมเสื้อเสริมไหล่ เริ่มมี Wall Street เรื่อยมาจนถึงการเกิดขึ้นของย่าน Brooklyn, Soho และ Lower East Side อสังหาริมทรัพย์ก็แพงขึ้นมาก ทุกอย่างได้รับการพัฒนา สิ่งที่น่าสนใจในนิวยอร์กก็คือการย้ายเข้ามาของคนหน้าใหม่ๆ ซึ่งมันทำให้เมืองเปลี่ยนแปลงไป มีคนเชื้อชาติอื่นเข้ามาอยู่มากมาย จนมีช่วงหนึ่งมีร้านอาหารของคาซัคสถานเกือบสิบร้านเลย คงมีแต่ที่นี่เท่านั้นที่มีอะไรแบบนี้

AR: ใครคือแรงบันดาลใจของคุณ
MK: Jackie Kennedy เธอมีเซนส์ด้านสไตล์ แม้เธอจะอิงกระแสเสื้อผ้าแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงตลอดบ้าง  แต่ก็ไม่ได้ทำให้สไตล์ของเธอเปลี่ยนไป  ผมชอบผู้หญิงที่รู้จักตัวเอง  Blake  Lively  ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ผมชอบ  ผมรู้จักเธอมานานแล้ว ผมชอบที่เธอกล้าลอง เธอลองเสื้อผ้าหลายรูปแบบ แต่ทุกแบบล้วนสะท้อนตัวตนของเธอ คุณอาจเห็นเธอในลุคโรแมนติก แคชวล หรือบางครั้งก็เฟมินิน แต่จะมีบางสิ่งบ่งบอกถึงความเป็นเบลก ไลฟ์ลี่เสมอ เช่นเดียวกับ Gwyneth  Paltrow  เธอรู้ว่าเสื้อผ้าแบบไหนเหมาะกับเธอ  เหมาะกับวิถีชีวิต และนี่คือสิ่งที่น่าสนใจในตัว Mrs.Obama เธอรู้ว่าต้องดำเนินชีวิตอันยุ่งยากนั้นอย่างไร  เธอรักแฟชั่นและสนุกกับมัน เธอพิสูจน์ให้ผู้หญิงด้วยกันเห็นว่าทุกคนสามารถเฉลียวฉลาด  มีอิทธิพล  และขณะเดียวกันก็สนุกกับแฟชั่นได้ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนเก่ง คนฉลาด แต่ไม่มีแฟชั่นในหัวใจ

AR: อะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของไมเคิล คอร์ส
MK: ผมเป็นคนไม่ค่อยแคร์อะไรมาก แล้วผมก็ชอบมองผู้คน ผมนึกภาพหญิงสาวหลายๆ แบบ ทั้งในด้านเชื้อชาติ ช่วงวัย รวมถึงรูปร่าง ผมชอบสังเกตวิถีชีวิตของผู้คน ตื่นเต้นที่ได้รู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร และแม้ว่าจะเป็นคนเด็ดขาด  แต่ผมก็ต้องการความเห็นจากคนอื่น  มันคือส่วนผสมของความอยากรู้ว่ามีอะไรแปลกใหม่บ้างกับการมีความคิดที่เด็ดขาด ถึงผมจะดูไม่ค่อยแคร์อะไรเท่าไร แต่ขณะเดียวกันผมก็เปิดตามองเปิดหูฟังด้วย สิ่งเหล่านี้เอื้อให้ผมมีลูกค้าหลายกลุ่มมาก ผู้หญิงในครอบครัวหนึ่งสวมไมเคิล คอร์สกันหมดทั้งสามรุ่นเลย นี่เป็นเรื่องเหลือเชื่อมากสำหรับผม ผมให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้มาก ผมสามารถนั่งคุยกับผู้หญิงอายุ 75 นั่งถกกับสาววัย 40 รวมถึงเด็กวัยรุ่น ผมชอบพูดคุยกับผู้หญิงทุกช่วงวัย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ผมได้มายืนตรงนี้

 

AR: สิ่งที่น่าสนใจคือคอลเลคชั่นนาฬิกาข้อมือของแบรนด์ไมเคิล  คอร์สสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับเสื้อผ้าแฟชั่นได้ตลอดเวลาอีกด้วย
MK: คนที่ใส่ไมเคิล คอร์สช่วยให้ภาพการมิกซ์แอนด์แมตช์ชัดเจนมาก อย่าง Kate Moss และ Lauren Hutton สองคนนี้รู้วิธีการมิกซ์เสื้อผ้าไฮและโลว์เข้าด้วยกัน เคต มอสส์รู้วิธีการมิกซ์เสื้อผ้าเสมอ แต่ทุกคนทำได้ไม่ใช่เฉพาะ เคต มอสส์ หน้าที่ของผมก็เลยเป็นการทำให้คุณได้มิกซ์แอนด์แมตช์ง่ายขึ้นกว่าเดิม เคตเคยไปภูเก็ต สวมบิกินีกับรองเท้าบู๊ต เพื่อนผมถึงกับอุทานว่ามีเคตคนเดียวนี่แหละที่ทำได้  ไม่น่ามีใครสวมบู๊ตที่ภูเก็ต  ผมเลยตอบกลับไปว่าทำไมจะไม่ได้ การมิกซ์แอนด์แมตช์ยิ่งทำให้เสื้อผ้าน่าสนใจ ความหลากหลายคือสิ่งสำคัญ การเดินทางมักมาพร้อมกับความวุ่นวาย ไม่มีใครอยากไปเที่ยวพร้อมกับกระเป๋าเดินทางห้าใบหรอก มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีใครใช้ชีวิตแบบนั้น เสื้อผ้าแฟชั่นจึงต้องสวมได้หลายแบบ นี่คือสิ่งที่ผมนึกถึงเสมอ การมิกซ์เสื้อผ้าหลายระดับเข้าด้วยกันคือเรื่องของเนื้อผ้าและแอตติจูด  คุณอาจสวมเสื้อผ้าที่มีความเฟมินินมากๆ แต่ก็อาจหยิบชิ้นแฟชั่นชิ้นหนึ่งจากแฟนหนุ่มมามิกซ์เข้าด้วยกัน คุณจะได้ลุคหรูมีระดับขึ้นมาทีเดียว หรือถ้ามิกซ์เสื้อยืด นาฬิกา กระโปรง เข้ากับรองเท้าแตะก็จะได้ลุคแคชวล ทำให้มันโมเดิร์น หรืออาจเป็นสูทกับรองเท้ากีฬา ไม่ใช่ว่าลุคแคชวลจะไม่น่าสนใจ เพราะถ้าคุณแต่งตัวเต็มครบเซต คุณอาจจะรู้สึกเชยก็ได้ ดังนั้นจะต้องมิกซ์สองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน

AR: ไม่ทราบว่ามีทัศนะอย่างไรกับตลาดเครื่องแต่งกายแฟชั่นในเอเชีย
MK: ในฐานะนิวยอร์เกอร์ ผมว่าทั้งหมดเป็นเรื่องความอยากรู้ ถ้ามีร้านขายอาหารใหม่มาเปิด ผมคือคนแรกที่จะไปถึงที่นั่น ถ้ามีโชว์มาแสดง ผมก็จะไปดูรอบแรกเลย ซึ่งนี่คือสิ่งที่สะท้อนความเป็นนิวยอร์กได้อย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่ผมชอบในตลาดเอเชีย เป็นโอกาสที่จะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้สัมผัสความแตกต่าง บางครั้งคนอเมริกันโดยเฉพาะสาวนิวยอร์กก็ค่อนข้างรั้น พวกเธอจะไม่ลองอะไรใหม่ๆ  การจะทำให้เธอทิ้งเสื้อผ้าโทนสีดำเป็นเรื่องยากมาก ตอนเราไปเซี่ยงไฮ้  เราเห็นเด็กผู้หญิงสวมชุดกระโปรงสีเหลือง  วันต่อมาก็เห็นผู้หญิงอีกคนใส่เสื้อสีเหลืองเช่นกัน  ผมว่าเป็นเรื่องที่เยี่ยมมาก  เพราะพวกเขาหลุดออกมาจากขนบเดิมๆ  ปกติแล้วผู้หญิงเอเชียเกลียดการสวมเสื้อผ้าสีเหลือง และถ้าพูดถึงเกาะอังกฤษ ผู้หญิงผมแดงก็จะไม่สวมเสื้อผ้าโทนสีแดง เพราะมันคือกฎ ตอนนี้ผมเริ่มลองและพยายามหาอะไรใหม่ๆ และมันก็ดีเสียด้วย ลูกค้าชาวเอเชียของผมมักเดินทางบ่อย ไอเดียการออกแบบเลยอยู่บนพื้นฐานของชีวิตที่เร่งรีบ ไม่ว่าคุณจะไปเยือนส่วนไหนของเอเชีย หกเดือนต่อมาทุกอย่างจะเปลี่ยนไป  การเปลี่ยนแปลงและความอยากรู้จึงเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นสำหรับผม

AR: มีแผนจะขยายแบรนด์บ้างหรือเปล่า อย่างพวก Home Collection

MK: ตอนนี้ยังไม่มี เรากำลังขยายไลน์เสื้อผ้าผู้ชาย แล้วก็จะขยายสินค้าประเภทอื่นด้วย เราเปิดร้านใหญ่ที่นี่ และเราก็ทำน้ำหอมมาเป็นปีที่ 16 แล้ว ผมเริ่มโฟกัสที่คอลเลคชั่นความงามและเรื่องของสีอย่างพวกยาทาเล็บ  ไม่อยากหยิบจับบิวตี้ทางใดทางหนึ่งเฉพาะอย่างพวกสกินแคร์  อยากเน้นเรื่อง Furnishing  Touch  มากกว่า  มันคือการทำให้กระบวนการแต่งหน้าง่ายขึ้น ผมสนุกที่ได้ทำ ที่แน่ๆ คือยังไม่มีโครงการสำหรับ Home Collection ในเร็วๆ นี้

AR: การสร้างความสมดุลระหว่างโลกแฟชั่นกับโลกส่วนตัว
MK: ธรรมชาติคือตัวช่วยบาลานซ์ชีวิตของผม  เรื่องตลกก็คือผมเป็นชาวนิวยอร์ค ผมโตที่นี่ ที่ซึ่งมีพลังมาก คนเป็นเพียงจุดเล็กๆ  คนจากหลากหลายวัฒนธรรมมาใช้ชีวิตร่วมกันที่นี่ นิวยอร์ก
เลยเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ  ผมชอบเมืองใหญ่ แต่ก็ชอบเปลี่ยนบรรยากาศ อาจเป็นชายทะเล  ทะเลทรายทางตะวันตกของอเมริกา หรือภูเขา มันช่วยเรียกพลังของผมกลับมา บางครั้งผมก็อยากหยิบ ยื่นความสงบแบบเดียวกับที่ผมพบเมื่อไปพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติให้ลูกค้าคนเมืองของผมด้วย เช่น ตอนคุณติดแหง็กอยู่ในรถที่กรุงเทพฯ ถ้าคุณสวมเสื้อผ้าที่สบายผ่อนคลาย คุณก็จะรู้สึกเหมือนกำลังพักร้อนในป่าแถวเชียงราย สำหรับ Fall Collection เราใช้เวลาส่วนใหญ่ที่แคลิฟอร์เนีย ธรรมชาติที่นั่นเหลือเชื่อมาก ประเด็นคือจะทำอย่างไรให้คุณรู้สึกถึงอารมณ์แบบนั้นในนิวยอร์ก สิงคโปร์ ลอนดอน กรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อันเร่งรีบที่ไหนก็ตาม ธรรมชาติสร้างพลังให้ผมพร้อมสำหรับคอลเลคชั่นใหม่

AR: ถ้าสามารถย้อนเวลาได้ คุณต้องการจะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือไม่
MK: ไม่มีเลยแม้แต่อย่างเดียว ผมไม่ใช่พวกที่ชีวิตมีแต่เรื่องเศร้าเสียใจ ผมสนุกกับทุกอย่างแม้มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย ผมคิดว่าคุณจะได้เรียนรู้บางอย่างจากมัน ถ้ามันง่าย คุณจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย